บันทึกอนุทินครั้งที่ 13 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลาเรียน 08.30 - 11.30 อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
การเรียนการสอนในสัปดาห์ที่ 13
และอีกเช่นเคยในคาบที่ผ่านมาอาจารย์ได้ให้นักศึกษาจับฉลาก เลือกหัวข้อที่จะมานำเสนอแบบเป็นกลุ่ม กลุ่มของดิฉันได้ การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
* เนื้อหามีดังนี้ *
ที่มาของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) เกิดจากหลักการและแนวคิดของนักการศึกษา นักวิจัยทางภาษาที่มีชื่อเสียง คือ Jean Piaget ผู้เชื่อว่า การที่เด็กได้เคลื่อนไหวสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวจะเป็นการคิดสร้างความรู้ขึ้นภายในตนหรือเด็กเป็นผู้กระทำ (Active) มิใช่การรับเข้าไปเฉยๆ (Passive) การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากอิทธิพลของสังคมและผู้อื่น จึงเน้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ซึ่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับภาพ เสียงกับตัวอักษร เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวอักษรที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการอ่านของเด็ก
เชื่อว่าการสอนภาษาเป็นความสำคัญที่เด็กจะใช้เพื่อการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็กและภาษามีความหมายต่อชีวิต การเรียนภาษาต้องมาจากสิ่งที่เป็นจริงและเกี่ยวข้องกับเด็ก โดยเรียนภาษาแบบองค์รวมคือ เรียน ฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมกันการสอนภาษาแบบธรรมชาติแพร่หลายในประเทศ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา สำหรับประเทศไทย มูลนิธิไทย-อิสราเอลนำมาเผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2538 – 2539 มีนักการศึกษาไทยนำไปใช้และศึกษาวิจัย
การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
เป็นการจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาจากสิ่งที่มีความหมายในชีวิตประจำวัน โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนเพื่อเปิดโอกาส ให้เด็กได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร เช่นการถามตอบง่ายๆ การเล่านิทาน การช่วยกันแต่งนิทาน การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น โดยมีครูเป็นแบบอย่าง ที่ดีในการใช้ภาษาให้เด็กพัฒนาทักษะทางภาษาทั้งในด้าน การฟัง พูด อ่าน และเขียน และกระตุ้นให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูในบรรยากาศที่อบอุ่น
การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีลักษณะ
•เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างเด็กกับครู
•คำนึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสังคม
เพราะเด็กจะต้องอยู่ในสังคม ห้องเรียนเป็นสังคมหนึ่ง
ที่ครูสร้างความรู้สึกที่ดีให้เด็กอยู่ในกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข
โดยไม่มีกลุ่มเด็กเรียนเก่ง เรียนอ่อนในห้องเรียน
•สนับสนุนให้เด็กใช้ภาษาแบบองค์รวมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นเด็กจะได้ ฟัง พูด อ่านเขียน
เพื่อสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย
มิใช่การทำแบบฝึกหัดและแยกสอนทักษะภาษา
•เด็กเรียนรู้ภาษาจากการเลียนแบบ
ดังนั้น ครู พ่อแม่
และทุกคนที่อยู่รอบตัวเด็กจึงมีความหมายต่อการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
เด็กจะเห็นผู้ใหญ่ใช้ภาษาหลายจุดมุ่งหมาย หลายวิธีการ
เพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารของคนเรา เช่น ฟังเพลงเพื่อความบันเทิง
หรือฟังบรรยายเพื่อเก็บความรู้ การอ่านเพื่อเพลินเพลิด
หรือการอ่านเพื่อเก็บความรู้ เป็นต้น
•ผู้ใหญ่เป็นนักอ่านที่ดีให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่าง และผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง ให้เด็กมีโอกาสซึมซับภาษา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษา
•เด็กสามารถเกิดประสบการณ์ทางภาษาได้ตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ
ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ดังนั้น การที่เด็กมาโรงเรียน เขาได้รู้
ได้เห็นสัญลักษณ์ทางภาษารอบตัว เช่น ป้ายทะเบียนรถ ป้ายชื่อร้านค้า
เครื่องหมายจราจร เป็นต้น เด็กได้ยิน ได้ฟัง ได้สนทนาโต้ตอบ เป็นการใช้ภาษา
•เด็กสามารถเกิดประสบการณ์ทางภาษาได้ตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ
ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ดังนั้น การที่เด็กมาโรงเรียน เขาได้รู้
ได้เห็นสัญลักษณ์ทางภาษารอบตัว เช่น ป้ายทะเบียนรถ ป้ายชื่อร้านค้า
เครื่องหมายจราจร เป็นต้น เด็กได้ยิน ได้ฟัง
ได้สนทนาโต้ตอบ เป็นการใช้ภาษา
•เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีภาษาหรือตัวหนังสือ
ในห้องเรียนจะมีหนังสือสำหรับเด็กอย่างเพียงพอกับจำนวนเด็ก มีมุมอ่าน มุมเขียน
มุมห้องสมุด มีป้ายประกาศต่างๆ ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับภาษา เช่น ป้ายชื่อ
ป้ายติดผลงาน ป้ายข่าวและเหตุการณ์ มีมุมหุ่น
มุมนิทานให้เด็กได้ใช้ภาษาพูด เล่าเรื่องราว เป็นต้น
•เด็กสามารถเกิดประสบการณ์ทางภาษาได้ตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ
ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ดังนั้น การที่เด็กมาโรงเรียน เขาได้รู้
ได้เห็นสัญลักษณ์ทางภาษารอบตัว เช่น ป้ายทะเบียนรถ ป้ายชื่อร้านค้า
เครื่องหมายจราจร เป็นต้น เด็กได้ยิน ได้ฟัง
ได้สนทนาโต้ตอบ เป็นการใช้ภาษา
•เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีภาษาหรือตัวหนังสือ
ในห้องเรียนจะมีหนังสือสำหรับเด็กอย่างเพียงพอกับจำนวนเด็ก มีมุมอ่าน มุมเขียน
มุมห้องสมุด มีป้ายประกาศต่างๆ ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับภาษา เช่น ป้ายชื่อ
ป้ายติดผลงาน ป้ายข่าวและเหตุการณ์ มีมุมหุ่น
มุมนิทานให้เด็กได้ใช้ภาษาพูด เล่าเรื่องราว เป็นต้น
•เด็กเรียนด้วยความสุข
เพราะบทเรียนเกิดจากความต้องการของแด็ก
•เด็กจะอ่านออกเขียนได้โดยวิธีธรรมชาติ
เพราะเกิดจากการคุ้นเคยกับหนังสือและมีประสบการณ์ กับตัวหนังสือ
•เด็กจะมีทัศนคติที่ดีกับภาษา
เพราะเด็กเกิดการเรียนรู้ภาษาด้วยตนเอง เป็นการสร้างแรงจูงใจภายใน
•เด็กจะตระหนักรู้ว่า
ภาษามีความหมายในชีวิตเพราะเขาเรียนภาษาอย่างมีความหมาย
เนื่องจากเขาได้รับประสบการณ์ทางภาษาที่มีอยู่จริง เช่น ภาษาอยู่ที่จดหมาย
หนังสือพิมพ์ เสียงเพลง นิทาน ฉลากข้างกล่องใส่ขนมหรืออาหาร เป็นต้น
•เด็กจะมีบุคลิกภาพที่ดี
เพราะมั่นใจในการสื่อสาร ไม่กลัวผิด
•เด็กจะมีสังคม
เพราะการเรียนการสอนเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
•เด็กจะได้รับการส่งเสริมทักษะทางภาษาทั้ง4
ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน
เพราะได้รับการส่งเสริมภาษาแบบบูรณาการ
•เด็กจะรักการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือ
•สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี
คือ ได้คิด เพราะได้สัมผัสสิ่งของทำให้กล้ามเนื้อมือของเด็กได้รับการกระตุ้น
เราจะสังเกตเห็นว่าเด็กชอบใช้มือแคะ แกะ ละเลง ลูบมือตามฝาผนัง
การกระทำเช่นนั้นส่งผลให้เด็กคิดไปด้วย การคิดเป็นอาหารของสมอง
สมองเด็กที่ได้รับการกระตุ้นจะเป็นเด็กฉลาด
ตัวอย่างโรงเรียนมีแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
•โรงเรียนทอรัก
•โรงเรียนอนุบาลวัฒนาสาธิต
•โรงเรียนอนุบาลสภาพร
•โรงเรียนเกษมพิทยา
พ่อแม่
ผู้ปกครองสามารถนำการสอนภาษาแบบธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับลูก
•เตรียมความพร้อมทางภาษาให้แก่ลูกผ่านการเล่น
ทั้งให้ลูกเล่นตามลำพังและเล่นกับลูก
เพื่อให้ลูกได้เตรียมอวัยวะที่จำเป็นในการใช้ภาษา เช่น เล่นเป่ายาง
เล่นนอนกลิ้งตัว เล่นคลาน เล่นปาเป้า สิ่งสำคัญคือ
การที่เด็กได้สัมผัสสิ่งต่างๆในการเล่น จะทำให้เส้นใยสมองเพิ่มมากขึ้น
•จัดสิ่งแวดล้อมของบ้านให้มีการใช้ภาษาและหนังสือ
เช่น จัดมุมหนังสือหรือชั้นวางหนังสือ มีหนังสือสำหรับเด็ก
สร้างบรรยากาศให้ลูกอยากอ่าน
•พ่อแม่มีกิจกรรมการใช้ภาษาให้ลูกเห็นความสำคัญของตัวหนังสือ
เช่น อ่านหนังสือแล้วสนทนาถึงเรื่องที่อ่าน เป็นต้น
•ทำกิจกรรมเกี่ยวกับภาษาร่วมกัน
ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน เช่น ร้องเพลงคาราโอเกะ เล่นดนตรี วาดภาพ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น