แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 4 การศึกษาปฐมวัยในอดีต และปัจจุบันของไทย

แบบฝึกหัดท้ายบท
บทที่ 4 การศึกษาปฐมวัยในอดีต
และปัจจุบันของไทย

1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
ตอบ.  ยุคก่อนมีระบบโรงเรียนการจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งระดับปฐมวัยยังไม่ปรากฏรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างใด กล่าวคือ ไม่มีการดาเนินการอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal Education) คือ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสำหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน เนื้อหาที่เรียนเน้นด้านพุทธิศึกษาและวิชาชีพ เป็นหลัก การศึกษาในลักษณะนี้ได้สืบทอดมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จวบจนถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4) กลุ่มบุคคลที่ได้รับการศึกษาในระดับปฐมวัย ประกอบด้วย กลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่มีอายุระหว่าง 3 – 7 ปี ซึ่งเล่าเรียนในพระบรมมหาราชวังกับราชบัณฑิต หรืออาลักษณ์ กลุ่มบุคคลที่บิดามารดามีฐานะดี จะมีครูมาสอนที่บ้านหรือบิดามารดาเป็นผู้สอนอาชีพของครอบครัวให้ ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปซึ่งบิดามารดามีฐานะยากจน ต้องประกอบสัมมาอาชีพและไม่อาจดูแลบุตรหลานได้ พ่อแม่ก็จะนาเด็กชายไปฝากเรียนที่วัด ส่วนเด็กหญิงจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ยกเว้นแต่บิดามารดาจะนาไปฝากไว้ในวังหรือตามบ้านเจ้านายเพื่อฝึกฝนความเป็นกุลสตรีและงานอาชีพ



2. จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตอบ.  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนราชกุมาร สาหรับพระเจ้าลูกยาเธอในปี ร..111 (..2435) และโรงเรียนราชกุมารี สาหรับพระเจ้าลูกเธอในปี ร..112 (2436) โดยจัดตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จัดชั้นเรียนเป็นชั้นที่ 1 (เทียบได้กับชั้นมูลเรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 1 ชั้นที่ 2 เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 2 ชั้นที่ 3 เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 3 เป็นการเรียนจากแบบเรียนปนการเล่น กิจกรรมมุ่งส่งเสริมให้มีการสร้างแรงจูงใจแก่เด็กให้เรียนด้วยความสนุกสนานดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งในพิธีเปิดโรงเรียนว่า “เมื่อได้มาเห็นการเล่าเรียนของลูกที่จัดขึ้นใหม่ในเวลานี้ ทาให้มีใจฟูขึ้นด้วยความยินดีพาให้นึกถึงเมื่อครั้งที่พ่อเล่าเรียนอยู่แต่ตอนนั้นดูผิดกันกับเดี๋ยวนี้มาก การเล่าเรียนครั้งนั้นเป็นการยากลาบาก เรียนเหมือนอาจารย์บอกหนังสือและไม่ใคร่เป็นเรื่องจูงใจให้รื่นเริงในการเรียนเหมือนเดี๋ยวนี้


3. จงอธิบายถึงวิชาหรือเนื้อหาสาระ 10 อย่างของโรงเลี้ยงเด็กพ.ศ 2433
ตอบ.  วิชาหรือเนื้อหาสาระที่เด็กจะต้องเรียนรู้ไว้ 10 ประการ ได้แก่                1. ให้อ่านหนังสือออก เขียนได้                2. ให้คิดเลขเป็น                3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ                4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น                5. ให้เย็บผ้าเป็น                6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น                7. ให้ว่ายน้ำเป็น                8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น                9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้                10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์


4. การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษาพ.ศ 2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับจงอธิบาย
ตอบ.  การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในสมัยที่เริ่มมีระบบ จะอยู่ในรูปของ “มูลศึกษา” และปรากฏชัดแจ้งในโครงการศึกษา ในหมวดที่ 1 ได้จัดลำดับชั้นการศึกษาออกเป็น 4 ลำดับ คือ                1. การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)                2. การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)                3. การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)                4. การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)     การจัดชั้นเรียนในโรงเรียนได้แบ่งรูปแบบของการจัดให้เห็นเด่นชัดว่า โรงเรียน มูลศึกษาเบื้องแรกแบ่งออกเป็น กินเดอกาเตน โรงเรียนบุรพบท และโรงเรียน ก ข นโม      โรงเรียนบุรพบท มูลศึกษา นั้นจัดเป็นเอกเทศต่างหาก คือ เป็นสาขาของโรงเรียนประถมศึกษา จุดประสงค์ของโรงเรียนบุรพบทนั้นก็เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา สำหรับโรงเรียน ก ข นโม เป็นโรงเรียนมูลศึกษาอีกแบบหนึ่ง มุ่งสอนเขียน อ่าน และคิดคำนวณบ้างเล็กน้อย จัดสอนกันตามวัดหรือตามบ้าน ตามวิธีเรียนอย่างเก่า โรงเรียนชนิดนี้สาหรับคนทั่วไปไม่กำหนดอายุ เมื่อเรียนรู้ไตรภาค เขียน อ่าน คิดเลขได้แล้ว จะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนประถมศึกษา


5. ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชนพ.ศ 2454- 2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ.  ..2454 – 2470 เป็นยุคเริ่มก่อตัวของอนุบาลเอกชน ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามาจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาในประเทศไทย ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง โรงเรียนที่จัดอย่างมีระบบ ได้แก่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนระดับอนุบาล โดยจัดตามแนวของฟรอเบล โรงเรียนราชินีเป็นแห่งที่ 2 ที่เปิดแผนกอนุบาลนับเป็นโรงเรียนแรกที่ดำเนินการโดยคนไทย คือ มจ.หญิงพิจิตรวิราภา เทวกุล ดำเนินการสอนทั้งแบบของ ฟรอเบล และมอนเตสซอรี่จากประเทศญี่ปุ่น ส่วนโรงเรียนมาแตร์เดอี เป็นแห่งที่ 3 ที่เปิดชั้นอนุบาลสอนตามแบบประเทศอังกฤษ


6. การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ.  ในปี พ..2482 กระทรวงศึกษาธิการได้มีดำริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนอนุบาลของรัฐ จึงมีการเตรียมการโดยการจัดส่งบุคลากรไปดูงานด้านอนุบาลศึกษาที่ต่างประเทศและนาแนวคิดที่ได้กลับมาดำเนินการและจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐขึ้น ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาปฐมวัยครั้งสำคัญ จึงเกิดขึ้นในปี พ..2483 กล่าวคือ ในปีนี้ได้มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนคร ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โดยได้รับเงินบริจาคจากกองมรดกของนางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่ สร้างอาคารเรียน และเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2483 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงธรรมการและคณะทำงานได้เตรียมการเป็นอย่างดี ด้วยการจัดส่งนักการศึกษาและนักวิชาการไปดูงานด้านการอนุบาลศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับมีบุคลากรเดิมที่มีความรู้ทางด้านอนุบาลโดยตรง คือ หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ที่เป็นผู้รับนโยบายจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้


7. แผนการศึกษาชาติฉบับพ.ศ 2503 แบ่งการศึกษาออกเป็นกี่ระดับจงอธิบาย
ตอบ.  ได้มีการประกาศแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง แผนการศึกษาฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ 1. อนุบาลศึกษา 2. ประถมศึกษา 3. มัธยมศึกษา 4. อุดมศึกษา                อนุบาลศึกษา ยังคงแยกเน้นอย่างเด่นชัดว่าเป็นการศึกษาระดับหนึ่งก่อนระดับประถมศึกษา เช่นเดียวกับแผนการศึกษาแห่งชาติปี พ..2494 และยังให้ความหมายไว้ว่า “อนุบาลศึกษา ได้แก่ การอบรมเบื้องต้นเพื่อให้กุลบุตร กุลธิดา พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาต่อไป” ในด้านเกี่ยวกับระบบโรงเรียนได้ระบุว่า “อนุบาลศึกษาเป็นการศึกษาก่อนเกณฑ์บังคับ อาจจัดโรงเรียนอนุบาลที่มี 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น หรือจัดชั้นเด็กเล็ก 1 ชั้น ในโรงเรียนประถมศึกษา” สำหรับเกณฑ์อายุอนุบาลนั้นให้อยู่ระหว่าง 3 – 6 ปี


8. ในปีพ.ศ 2523 กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัด ตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบของการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาจงอธิบาย
ตอบ.  การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในระยะแรก สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จัดตามนโยบายของรัฐที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2520 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทาเป็นโครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย โครงการเปิดขยายชั้น เด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา โครงการวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา การดำเนินงานในระยะนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อการศึกษาวิจัย ผลของการดำเนินงานพบว่า เด็กวัย 4 – 6 ปี มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความสามารถในการเรียนรู้และมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น


9. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพ.ศ 2546 มีความเป็นมาอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546” โดยได้ผ่านการพิจารณาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยมีสาระตอนหนึ่งระบุว่า “กระทรวงศึกษาธิการหวังว่าหลักสูตรฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดู และจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปใช้จัดประสบการณ์ให้แก่เด็กได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการปฐมวัยศึกษาสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่แวดล้อมเด็กและบรรลุผลตามจุดหมายที่กำหนดไว้ในหลักสูตร” ทั้งนี้ในหลักสูตรฉบับนี้ยังคงมุ่งให้ครอบคลุมเด็กวัยแรกเกิด – 6 ปี (ในหลักสูตรระบุว่าเป็นอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน หรือ 6 ปีคล้ายกับหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540 ต่างกันเพียงแบ่งเป็นเด็ก 2 กลุ่ม กลุ่มวัยแรกเกิด – 3 ปี และกลุ่มวัย 3 – 6 ปี


10. จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ.  แม้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเริ่มจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก กลุ่มวัย 7 – 8 ปี ในโรงเรียนมูลศึกษา มีการลดระดับอายุลงมาเป็นชั้นเด็กเล็กและวัยอนุบาล (3 – 6 ปีในที่สุด และแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ 2535 ได้เริ่มระบุเป็นครั้งแรกถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่ช่วงระยะปฏิสนธิ แต่การจัดการศึกษาและให้การเลี้ยงดูเด็กในกลุ่มอายุ 0 – 3 ปีนั้น ยังไม่ได้รับการเสนอให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน ในแผนการศึกษาแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกฉบับ การศึกษาปฐมวัยสำหรับกลุ่มอายุดังกล่าวจึงยังมี่การจัดการทั้งในด้านหลักสูตรและวิธีการอย่างชัดเจน

ความคิดเห็น